
วัฒนธรรมอาหาร 10 อย่างที่ UNESCO ขึ้นทะเบียนมรดกโลก
UNESCO ไม่ได้ขึ้นทะเบียนแค่อาคารและโบราณสถาน แต่ยังรวมถึงวัฒนธรรมอาหารด้วย ตั้งแต่อาหารเมดิเตอร์เรเนียน ไปถึง Hawker Culture สิงคโปร์ และ Kimchi ของเกาหลี
ทีม LenLearn
แพลตฟอร์มเกมการเรียนรู้ฟรี · เผยแพร่ 2026-04-07
UNESCO กับการคุ้มครองวัฒนธรรมอาหาร
เมื่อพูดถึงมรดกโลก UNESCO หลายคนนึกถึงแหล่งโบราณคดีหรืออุทยานธรรมชาติ แต่จริงๆ แล้ว UNESCO ยังขึ้นทะเบียน "Intangible Cultural Heritage" หรือมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งรวมถึงดนตรี การเต้นรำ และวัฒนธรรมอาหาร
วัฒนธรรมอาหารที่ UNESCO ขึ้นทะเบียน
1. อาหารเมดิเตอร์เรเนียน (2013) UNESCO ขึ้นทะเบียนอาหารเมดิเตอร์เรเนียนจากสเปน อิตาลี กรีซ และโมร็อกโก ร่วมกัน เน้นการใช้น้ำมันมะกอก ผัก ปลา และไวน์ในปริมาณพอเหมาะ "Mediterranean diet" ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็งบางชนิด
2. อาหารเม็กซิกัน (2010) เป็นอาหารแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียน โดยเฉพาะอาหารแบบ Michoacan ซึ่งรวมถึง tortilla, mole sauce และการใช้ chile เป็นหัวใจหลักของอาหาร UNESCO ยกย่องว่าเป็นอาหารที่มีความซับซ้อนทางวัฒนธรรมสูง
3. Hawker Culture ของสิงคโปร์ (2020) สิงคโปร์ประสบความสำเร็จในการขึ้นทะเบียน "Hawker Culture" ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการกินที่ hawker centers ที่มีประชาชนทุกเชื้อชาติและฐานะมาใช้ร่วมกัน เป็น social leveller ที่สำคัญในสังคมสิงคโปร์
4. Kimchi-Making ของเกาหลี (2015) กระบวนการทำ Kimchi ของเกาหลีถูกขึ้นทะเบียน โดยเน้นที่ "kimjang" ซึ่งเป็นประเพณีการทำ kimchi ร่วมกันในชุมชนช่วงฤดูหนาว เป็นตัวอย่างของอาหารที่เชื่อมโยงสังคมและสร้างความเป็นชุมชน
5. อาหารฝรั่งเศส (2010) "Gastronomic meal of the French" ถูกขึ้นทะเบียน โดยเน้นที่การรับประทานอาหารมื้อสำคัญในสังคมฝรั่งเศส ที่รวมถึงการเลือกอาหาร การจับคู่อาหารกับไวน์ และบทบาทของอาหารในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม
6. Washoku ของญี่ปุ่น (2013) "Washoku" หรืออาหารญี่ปุ่นดั้งเดิมถูกขึ้นทะเบียน เน้นที่หลักการ "umami" การใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล การจัดจาน และการนำเสนอที่สวยงาม ความสมดุลทางโภชนาการ และความเคารพต่อธรรมชาติ
7. อาหารตุรกี — Keşkek (2011) Keşkek เป็นอาหารพิเศษของตุรกีที่ทำจากข้าวสาลีต้มกับเนื้อ นิยมทำในงานแต่งงาน พิธีทางศาสนา และงานเฉลิมฉลอง กระบวนการทำที่ต้องร่วมมือกันในชุมชนทำให้มีคุณค่าทางสังคม
8. Dolma ของอาเซอร์ไบจาน (2017) Dolma ซึ่งเป็นการห่อไส้ในผัก เช่น มะเขือม่วง พริก และใบองุ่น มีวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งในอาเซอร์ไบจาน โดยมีชนิดต่างๆ กว่า 30 ชนิด
9. Nsima ของมาลาวี (2017) Nsima เป็นอาหารทำจากแป้งข้าวโพดที่เป็นอาหารหลักของมาลาวี การทำและกินร่วมกันมีความสำคัญทางวัฒนธรรมสูง
10. Pilaf ของอุซเบกิสถาน (2016) "Osh" หรือ pilaf ของอุซเบกิสถาน ทำจากข้าว เนื้อ แครอท และหัวหอม ถูกขึ้นทะเบียนเพราะมีบทบาทสำคัญในงานสำคัญทุกงาน ตั้งแต่งานแต่งงานไปถึงงานศพ
ทำไม UNESCO ถึงให้ความสำคัญกับอาหาร
อาหารไม่ใช่แค่โภชนาการ แต่เป็นวิธีที่ชุมชนถ่ายทอดความรู้ สร้างความสัมพันธ์ และรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เมื่อวัฒนธรรมอาหารสูญหาย ความรู้และค่านิยมที่อยู่เบื้องหลังก็สูญหายตามด้วย
อาหารไทยอย่าง ต้มยำ ผัดไทย และส้มตำ ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน UNESCO แต่รัฐบาลไทยกำลังพยายามเสนอ "Royal Thai Cuisine" ในอนาคต
สรุป
การที่ UNESCO ขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมอาหารแสดงให้เห็นว่าอาหารมีคุณค่ามากกว่าแค่การเลี้ยงร่างกาย มันเป็นภาษาสากลที่เชื่อมโยงผู้คนและสืบทอดประวัติศาสตร์
ทดสอบว่าคุณรู้จักอาหารจากทั่วโลกดีแค่ไหนที่ Food Nai ฟรีครับ
พร้อมเล่นหรือยัง?
เขียนโดย ทีม LenLearn
ทีม LenLearn คือกลุ่มนักพัฒนาซอฟต์แวร์ชาวไทยที่หลงใหลในการศึกษาและเทคโนโลยี เราสร้าง LenLearn ขึ้นจากความเชื่อว่าการเรียนรู้ที่ดีไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อ และทุกคนสมควรเข้าถึงเครื่องมือการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้ฟรี ปัจจุบัน LenLearn มีเกมการเรียนรู้กว่า 22 เกม ครอบคลุมภูมิศาสตร์ ภาษา กีฬา บันเทิง และ AI